TheTham
แนวคิด

ดูข่าวแล้วใจหาย ไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่อาจเป็น "ความโศกต่อบ้านเมือง" กับห้าระยะที่หลายคนกำลังผ่าน

นักเขียนใน Psyche เสนอคำว่า civic grief ให้กับความรู้สึกเมื่อคุณค่าที่เคยเชื่อร่วมกันในสังคมพังลง และเล่าผ่านห้าระยะของความโศก ตั้งแต่ปฏิเสธจนถึงยอมรับแล้วลงมือ

โดย กองบรรณาธิการ TheTham อ่าน 4 นาที
ภาพประกอบ: คนยืนมองจัตุรัสเมืองที่ว่างเปล่ายามเย็น มีต้นไม้เล็ก ๆ งอกขึ้นจากรอยแตกของพื้น
ภาพประกอบโดย TheTham (สร้างด้วย AI)

สรุปสั้น

  • รีเบกกา เลวานดอฟสกี เขียนใน Psyche ว่าความรู้สึกหนักใจเวลาดูข่าว อาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่เป็นความโศกต่อความเชื่อใจในเพื่อนร่วมสังคมที่หายไป
  • เธอเล่าความโศกนี้ผ่านห้าระยะ ปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง ซึมเศร้า และยอมรับ ซึ่งแต่ละระยะมีทั้งด้านที่ช่วยและด้านที่อันตราย
  • ทางออกที่เธอเสนอไม่ใช่การรอให้ทุกอย่างกลับเป็นแบบเดิม แต่คือการเลือกดูแลชีวิตส่วนรวมชิ้นเล็ก ๆ ใกล้ตัว และจำไว้ว่าคนเห็นต่างก็กำลังโศกในแบบของเขา

ถ้าการเปิดข่าวแต่ละวันรู้สึกเหมือนรับข่าวร้ายมากกว่ารับข้อมูล คุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว รีเบกกา เลวานดอฟสกี (Rebecca Lewandowski) นักวิทยาศาสตร์และนักเขียน เสนอใน Psyche ว่าความรู้สึกนี้มีชื่อเรียก คือ civic grief หรือความโศกต่อบ้านเมือง มันคือการไว้อาลัยให้กับความเชื่อใจที่เคยมีต่อเพื่อนร่วมสังคม ว่าอย่างน้อยเราจะเห็นตรงกันเรื่องความเหมาะสมและความเป็นธรรม

ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไหน

เลวานดอฟสกีย้ำว่าความโศกนี้ไม่เลือกข้าง ใครก็ตามที่เห็นคุณค่าความเป็นพลเมืองที่ตัวเองยึดถือถูกทิ้งหรือถูกต่อต้านโดยเพื่อนบ้าน เพื่อน หรือประเทศ ก็อาจรู้สึกได้ทั้งนั้น และความเจ็บนี้ก็มีที่มา เธออ้างรายงานของ Freedom House ปี 2026 ที่พบว่าเสรีภาพทั่วโลกลดลงเป็นปีที่ 20 ติดต่อกันในปี 2025 สิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองแย่ลงใน 54 ประเทศ และดีขึ้นเพียง 35 ประเทศ

เธอใช้กรอบห้าระยะของความโศก ซึ่งคุ้นกันจากเรื่องการสูญเสียคนรัก มาเล่าความรู้สึกนี้

ห้าระยะของความโศกต่อบ้านเมือง

1. ปฏิเสธ ระยะที่ดู "มีอารยะ" ที่สุด เราบอกตัวเองว่าบ้านเมืองเคยผ่านเรื่องแย่กว่านี้มาแล้ว ระบบยังแข็งแรง เดี๋ยวลูกตุ้มก็แกว่งกลับ ประวัติศาสตร์ถูกใช้เป็นยาระงับประสาท การปฏิเสธมีประโยชน์ในการรับความจริงทีละน้อย แต่อันตรายเมื่อกลายเป็นความนิ่งนอนใจ

2. โกรธ เมื่อการปฏิเสธร้าว ความโกรธก็เข้ามา "เอาเท้าพาดโต๊ะ แล้วเปิดบัญชีโซเชียล" สมองตั้งโหมดสู้หรือหนี ความสนใจแคบลงเหลือแค่ผู้ร้ายและการโทษ อัลกอริทึมชอบความโกรธที่สุด เราจึงเข้าใจผิดว่าความโมโหคือการมีส่วนร่วม แต่เธอก็ชี้ว่าความโกรธคือ "ภูมิคุ้มกันของมโนธรรม" งานคือไม่ให้มันกลายเป็นภูมิแพ้ตัวเอง

3. ต่อรอง เมื่ออะดรีนาลีนลดลง เราเริ่มคิดแบบ "ถ้า...ก็จะ..." ถ้าคนออกไปเลือกตั้งมากขึ้น ถ้าเราคุยข้ามฝั่งกัน ทุกอย่างจะดีขึ้น เธอเรียกว่าเป็น "คำอธิษฐานของประชาธิปไตย" ที่สูงส่งแต่หลงผิด เพราะคิดว่าภาวะปกติแบบเดิมจะกลับมาได้ ถึงอย่างนั้น การไม่ยอมแพ้ก็มีคุณค่าทางศีลธรรม

4. ซึมเศร้า เรื่องอื้อฉาวและความแตกแยกสะสมจนกลายเป็นความจริงใหม่ คนถอยออกจากพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพื่อรักษาใจ การเลือกตั้งเหมือนละคร ข้อเท็จจริงต่อรองได้ เธอมองว่านี่คือจุดอันตรายทางปรัชญา เมื่อประชาชนเลิกเชื่อว่าเจตจำนงของตัวเองมีความหมาย

5. ยอมรับ ไม่ได้แปลว่ายอมจำนน แต่คือการเห็นชัดขึ้นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่มรดกที่ได้มาฟรี แต่เป็นงานดูแลที่ต้องทำต่อเนื่อง "เราเลิกรอผู้ใหญ่ในห้องมาแก้ปัญหา แล้วรู้ว่าเราคือผู้ใหญ่คนนั้น"

หลังความโศก

เลวานดอฟสกีเสนอว่าความหวังจะเป็นจริงเมื่อมันเลิกเป็นความรู้สึกแล้วกลายเป็นวินัย คือเลือกดูแลชีวิตส่วนรวมสักชิ้นที่อยู่ใกล้ตัว เช่น โรงเรียน ห้องสมุด ชมรมในชุมชน หรือกลุ่มอาสา งานประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่หวือหวา มันคือการอ่านงบประมาณเมือง ไปประชุมชุมชน และฟังคนที่เราหงุดหงิดด้วย

เธอยังชวนมองว่า คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเราทุกเรื่อง อาจกำลังโศกกับเรื่องเล่าอีกแบบว่าอะไรหายไป แต่เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแตกร้าวในที่ที่เขาเคยคิดว่าเป็น "เรา" เหมือนกัน การเรียกมันว่าความโศกไม่ได้ลบความต่าง แต่ให้ภาษาร่วมกันสำหรับความเจ็บ

ข้อควรรู้

บทความนี้เป็นความเรียงเชิงความคิด ไม่ใช่งานวิจัย กรอบห้าระยะของความโศกเองก็ถูกนักจิตวิทยาวิจารณ์ว่าคนจริงไม่ได้ผ่านตามลำดับเสมอ ควรอ่านเป็นเครื่องมือช่วยตั้งชื่อความรู้สึก มากกว่าแผนที่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

มองจากสังคมไทย

คนไทยหลายรุ่นคุ้นกับความรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หรือใจหายกับข่าวบ้านเมืองมานาน ไม่ว่าจะยืนอยู่ตรงไหน กรอบของเลวานดอฟสกีอาจช่วยแยกได้ว่า ความอยากปิดข่าวไปเลยของเราเป็น "ระยะซึมเศร้า" ที่ต้องการพัก หรือเป็นการถอยถาวร และชวนถามต่อว่ามีพื้นที่เล็ก ๆ ในชุมชนไหนที่เรายังลงมือดูแลได้ โดยไม่ต้องรอให้ภาพใหญ่เปลี่ยนก่อน

ถ้าสนใจความโศกจากการสูญเสียที่ไม่ใช่ความตาย อ่านต่อได้ที่ ความเศร้าที่ไม่มีใครตาย

บทความนี้สรุปงานวิจัยเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีอาการหรือความกังวลเรื่องสุขภาพ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หากรู้สึกไม่ไหว โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา

  1. Psyche: Rebecca Lewandowski, That feeling of values crumbling has a name: civic grief (3 พ.ย. 2026)
  • สังคม
  • ความโศกเศร้า
  • ประชาธิปไตย
  • สุขภาพจิต

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

แนวคิด

ความเศร้าที่ไม่มีใครตาย ทำไมเลิกกับแฟน เพื่อนหาย หรือพ่อแม่เปลี่ยนไป ถึงเจ็บเหมือนสูญเสีย

นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยออสโลเสนอว่า ความโศกคือ "ความรักที่ไม่มีที่ไป" และความตายเป็นแค่หนึ่งในหลายเหตุของมัน

แนวคิด

"นี่ไม่ใช่แค่คอร์ส แต่คือการเดินทาง" ทำไม AI ชอบเขียนแบบนี้ งานวิจัยชี้เป็นวาทศิลป์อายุ 2,000 ปี

ประโยคปฏิเสธแล้วยกระดับที่เจอบ่อยในข้อความจาก AI มีชื่อเรียกมาตั้งแต่ยุคซิเซโร งานวิจัยใหม่พบว่าโมเดลใช้มากเกินในสุนทรพจน์ แต่ใช้น้อยเกินในการตอบคำถามแบบสบาย ๆ

จิตวิทยา

แทงบอลถี่ ยิ่งมั่นใจเกินจริง งานวิจัยอธิบาย "วงจรอันตราย" ของการพนันกีฬาในแอป และทำไมคนโทษตัวเองถึงไม่ขอความช่วยเหลือ

การเดิมพันถี่ ๆ ในแอปปลุกความอยากเอาชนะ แล้วความอยากชนะทำให้มั่นใจในฝีมือทายผลเกินจริง เมื่อเสียหนัก คนที่โทษดวงกลับยอมขอความช่วยเหลือมากกว่าคนที่โทษตัวเอง

จิตวิทยา

วันไหนงานหนัก วันนั้นรักจางลง งานวิจัยติดตามคู่รัก 100 คู่ 14 วัน พบความเครียดนอกบ้านซึมเข้าความรัก

วันที่เจอเรื่องกวนใจนอกความสัมพันธ์มากกว่าปกติ คนเรารู้สึกรัก หลงใหล และใกล้ชิดกับคนรักน้อยลงในคืนนั้น ข่าวดีคือผลมีขนาดเล็กและผ่านไปได้

ล่าสุด

จิตวิทยา

ทำไมคนเราอยากลงโทษ งานวิจัยชนเผ่าในอินโดนีเซียกับคนอเมริกันพบ ใจเราอยากได้ทั้ง "ชดใช้" และ "เข็ดหลาบ"

ทั้งชาวเมนตาไวในป่าฝนอินโดนีเซียและชาวอเมริกันต้องการให้คนผิดคืนของที่เสียหาย แล้วจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อไม่ให้ทำซ้ำ ความโกรธของเราคำนวณสองอย่างนี้พร้อมกัน

จิตวิทยา

ลูกตัดขาดพ่อแม่ เกี่ยวกับนิสัยไหม งานวิจัยพบพ่อแม่ที่ "กระตือรือร้น" สูง เสี่ยงถูกลูกตัดขาดมากกว่า

ในครอบครัวที่ความสัมพันธ์ตึงเครียดอยู่แล้ว พ่อแม่ที่เป็นคนเปิดเผยและกระตือรือร้นสูงมีโอกาสถูกลูกตัดขาดมากกว่า ส่วนลูกที่ใจเปิดกว้างมีโอกาสตัดขาดน้อยกว่า

จิตวิทยา

แผ่เมตตาออนไลน์ 4 สัปดาห์ ไม่ช่วยลดปวดมากกว่าฝึกคลายกล้ามเนื้อ งานทดลองจาก Georgetown พบผลที่ไม่คาด

ทีมวิจัยหวังว่าเมตตาภาวนาจะทำให้คนรู้สึกมีเพื่อนมากขึ้นและทนความเจ็บปวดได้นานขึ้น แต่กลุ่มที่ฝึกคลายกล้ามเนื้อกลับรู้สึกว่ามีคนพึ่งพาได้มากกว่า

ปรัชญา

ต้นไม้ไร้ประโยชน์ของจวงจื่อ นิทาน 2,300 ปีที่ถามคนทำงานยุคนี้ว่า ต้องมีประโยชน์ตลอดเวลาจริงหรือ

ช่างไม้เดินผ่านต้นไม้ยักษ์ไปโดยไม่เหลียวมอง เพราะเนื้อไม้ใช้ทำอะไรไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่มันรอดมาจนแก่เฒ่า

จิตวิทยา

ทัวร์ลงเพราะอะไร งานวิจัยเกาหลีพบ "ความสะใจ" กับ "อยากดูเป็นคนดี" อยู่เบื้องหลังการล่าแม่มดออนไลน์

ยิ่งรู้สึกสะใจเวลาเห็นคนผิดถูกประจาน ยิ่งเชื่อว่าการรุมประณามในโซเชียลช่วยสร้างความยุติธรรม